วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

8 สัญญาณอันตราย ควรหยุดออกกำลังกายทันที

8 สัญญาณอันตราย ควรหยุดออกกำลังกายทันที
เมื่อคนเราออกกำลังกาย โดยหวังจะให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรงขึ้น ดังนั้นการควรมอบแต่ประโยชน์ ไม่ใช่โทษ หากระหว่างออกกำลังกายมีอาการที่เป็นสัญญาณอันตรายต่อร่างกาย ควรรีบหยุดออกกำลังกายทันที ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว จนเกิดอาการผิดปกติ

สัญญาณอันตราย ควรหยุดออกกำลังกายทันที
  1. เหนื่อยมากผิดปกติ รับรู้ได้ว่ากำลังฝืนขีดจำกัดของร่างกายมากเกินไป
  2. ใจเต้นรัวผิดปกติ รู้สึกถึงใจที่เต้นแรง และเร็ว มากกว่าการออกกำลังกายครั้งไหนๆ
  3. หายใจไม่ทั่วท้อง หายใจขัดเป็นช่วงๆ
  4. เวียนศีรษะ หรือตาเริ่มพร่าลาย
  5. คลื่นไส้
  6. หน้ามืด
  7. เหงื่อออกมากเกินกว่าปกติ และ/หรือมือเท้าเย็นเฉียบ
  8. เริ่มรู้สึกว่ากำลังจะไม่ได้สติ

หากมีอาการดังกล่าวเพียง 1 อาการ ควรหยุดออกกำลังกาย แล้วนั่งพักจนกว่าจะหายเหนื่อย หรือจนกว่าร่างกายจะเป็นปกติ

สาเหตุที่ทำให้ออกกำลังกายไม่ได้
หลายคนอยากออกกำลังกาย แต่ออกกำลังกายแล้วรัยรู้ได้ว่าร่างกายไม่ไหว อาจมีสาเหตุมาจาก
- พักผ่อนน้อยเกินไป
- ทั้งวันทานอาหารน้อยเกินไป
- หักโหมต่อการออกกำลังกายมากเกินไป
- กำลังอยู่ในสภาวะเจ็บป่วย ไม่สบาย ร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง 100% หรือเพิ่งหายไม่สบายมาใหม่ๆ ร่างกายยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่
- อากาศอาจจะร้อนอบอ้าวมากเกินไป อาจทำให้เป็นลม หมดสติได้ (ในกรณีที่ผู้ออกกำลังกายอาจยังมีร่างกายที่ไม่แข็งแรงมากพอเหมือนนักกีฬาอื่นๆ)
- เพิ่งทานอาหารเสร็จใหม่ๆ เลือดในระบบไหลเวียนโลหิตจะถูกแบ่งไปใช้ในการย่อยอาหาร เพราะฉะนั้นเลือดที่จะไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงส่วนของกล้ามเนื้อที่จะใช้ในการออกกำลังกายก็จะน้อยลง อาจเกิดอาการบาดเจ็บ เป็นตะคริว หรืออาจมีอาการจุกท้องได้ง่าย
- ขาดน้ำ ทั้งก่อน และหลังออกกำลังกายควรแน่ใจว่าตัวเองได้รับน้ำดื่มสะอาดๆ มากเพียงพอ จนไม่อยู่ในภาวะขาดน้ำหลังออกกำลังกาย เพราะอาจเหนื่อยมากจนช็อคได้

สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว อย่างโรคหัวใจ ควรค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องทีละน้อย 5-10-15 นาที และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ใช้แรงมากเกินไป หรือต้องมีการแข่งขัน เช่น กีฬาอย่างฟุตบอล ยกน้ำหนัก เพื่อไม่ให้ร่างกาย และหัวใจ ทำงานหนักโดยไม่ได้ตั้งใจ

ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรออกกำลังกายใกล้ช่วงเวลานอน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังในบริเวณกล้ามเนื้อที่ฉีดอินซูลีนในระยะเวลา 1 ชั่วโมง เพราะอาจทำให้อินซูลินซึมเข้ากระแสเลือดผ่านเลือดที่สูบฉีดขณะออกกำลังกายบริเวณนั้นเร็วเกินไป จนอาจเกิดอาการช็อค อ่อนเพลีย มึนงง หรือหมดสติ

ผู้ป่วยหอบหืดสามารถออกกำลังกายเบาๆ และต่อเนื่องได้ แต่ควรพกยาพ่นเอาไว้ข้างตัวด้วย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายติดต่อกันเกิน 15-30 นาที และอย่าลืมวอล์มอัพและคูลดาวน์ก่อนและหลังออกกำลังกายทุกครั้ง หากเหนื่อยมากให้หยุดพักทันที

ก่อนออกกำลังกายควรมั่นใจว่าร่างกายพร้อมต่อการออกกำลังกายจริงๆ อย่าฝืนออกกำลังกายมากเกินกำลังของตัวเอง มิเช่นนั้นแทนที่จะได้ร่างกายที่แข็งแรงเป็นของขวัญ อาจต้องล้มหมอนนอนเสื่อเข้าโรงพยาบาลแทนนะคะ
ขอขอบคุณ
ข้อมูล : หมอชาวบ้าน

ระวัง! เชื้อโรคในห้องน้ำ ก่อโรคสารพัด

ระวัง! เชื้อโรคในห้องน้ำ ก่อโรคสารพัด
อ.นพ.สุสัณห์  อาศนะเสน
ภาควิชาอายุรศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
  
ถ้าพูดถึงเชื้อโรคแล้ว  เราพบได้ในทุกๆ ที่  แต่ในมีเชื้อโรคร้ายแฝงตัวอยู่เป็นจำนวนมาก  วันนี้จะบอกเคล็ดลับเพื่อทุกคนจะได้ป้องกันตนเอง

เชื้อโรคที่อยู่ในห้องน้ำส่วนใหญ่เกิดจากการปนเปื้อนของสิ่งปฏิกูล เช่น อุจจาระ  ร่วมกับความอับชื้น ส่งผลให้เชื้อโรคสามารถอาศัยอยู่ในห้องน้ำได้เป็นเวลานาน เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสก่อโรคต่างๆ มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้น การประเมินความสะอาดของห้องน้ำ โดยการสังเกตคราบสกปรก จึงไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
เมื่อเข้าห้องน้ำ หากมือไปสัมผัสถูกพื้นผิว หรือสุขภัณฑ์ที่มีเชื้อโรคแฝงอยู่แล้ว  ไม่ได้ทำความสะอาดมือ  หลังจากนั้นหยิบอาหารมารับประทาน จะทำให้เกิดการติดเชื้อตามมาได้ เช่น การติดเชื้อซาลโมเนลล่า ซึ่งมักจะพบปนเปื้อนในอุจจาระได้บ่อยๆ หากได้รับเชื้อนี้เข้าไป อาจทำให้มีอาการไข้ ปวดท้อง และท้องเสีย ในกรณีผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ อาจทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตได้ 
toilet-2

นอกจากโรคติดต่อทางเดินอาหารแล้ว เชื้อราที่อยู่ในห้องน้ำนั้น อาจทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืด มีอาการกำเริบได้ แต่สำหรับผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำแล้ว เชื้อราดังกล่าว อาจทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงและฝีในสมองได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำทุกราย ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการทำความสะอาดห้องน้ำด้วยเสมอ 
ซึ่งห้องน้ำที่ดี ต้องมีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี ไม่ควรมีกลิ่นเหม็น หรือ มีคราบสกปรกปรากฏให้เห็น สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำโดยทั่วไปนั้น มักจะมีส่วนผสมของกรด  ซึ่งอาจฆ่าเชื้อโรคได้ไม่ดีเท่าที่ควร  ดังนั้น ควรทำความสะอาดหัวและสายฉีดน้ำ ชำระฐานรองนั่งและที่จับประตู  รวมถึงใช้ผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำที่ออกฤทธ์ทำลายเชื้อได้ดี  เช่น  ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารโซเดียมไฮโปคลอไรท์ เป็นต้น  และนอกเหนือจากการทำความสะอาดห้องน้ำเป็นประจำแล้ว การล้างมืออย่างถูกวิธีหลังการใช้ห้องน้ำ จะช่วยป้องกันไม่ให้เราติดเชื้อโรคได้อีกทางหนึ่งด้วย

อ่านบทความเพิ่มเติม >>>>>  SIRIRAJ  E-PUBLIC  LIBRARY
ขอบคุณเนื้อหาจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจาก istockphoto

อันตรายจากการ “กินคลีน”

อันตรายจากการ “กินคลีน”
วันก่อน ในวงสนทนาของเหล่าบรรดาสาวใหญ่ (ไม่ใช่อายุ หมายถึงรูปร่าง) พูดถึงเรื่องการกินอาหารคลีนเอาไว้โหดมาก บางคนลงทุนซื้อผักผลไม้ปลอดสารพิษ เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ น้ำมันกอกอย่างดี และซุปเปอร์ฟู้ดประเภทควินัว เมล็ดเจีย มาทำทานเองที่บ้าน หมดไปหลายพัน บาท บางคนยิ่งกว่านั้น สมัครสมาชิกร้านอาหารคลีนให้มาส่งถึงที่ เดือนละเป็นหมื่นๆ
จะกินคลีนทั้งที คนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างไรได้แต่ทำตาปริบๆ แล้วซื้อต้มเลือดหมู กับข้าวเปล่ามากินคลีน (แบบเกลี้ยงชาม) แทน
แต่ถึงกระนั้น การกินคลีนก็ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเสมอไป เพราะอะไร ตามไปหาคำตอบกับ Sanook! Health กันค่ะ

กินคลีน คืออะไร?
พูดง่ายๆ ก็คือ การกินอาหารที่สด สะอาด หรือปรุงสุกแบบที่คงสภาพตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด กล่าวคือ ปรุงรสให้น้อย ผ่านกรรมวิธีง่ายๆ ไม่ปรุงแต่งหรือเจือสารเคมีใดๆ เพื่อการถนอมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง แต่งสี แต่งกลิ่นสังเคราะห์ รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงอาหารขยะ หรือจั๊งค์ฟู้ด อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารมันเยิ้ม อาหารที่เรารู้ดีกว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพทั้งหลายนั่นแหละ
บางคนนิยามว่า การกินคลีน คือการเลี่ยงมัน เลี่ยงรสจัด และเลี่ยงอาหารปรุงสำเร็จรูปที่มักใส่ผงชูรส โซเดียม หรือสารสังเคราะห์อื่นๆ ซึ่งจะว่าไปมันก็ถูกแหละ

แต่....การกินคลีน ไม่ใช่การกินแบบนี้!
แบบไหนที่ไม่ใช่การกินคลีนน่ะเหรอ ก็แบบที่กินแต่ผักล้วนๆ หรืออะไรมันนิด อะไรปรุงรสหน่อยก็ไม่ทานเลย แบบนี้ก็ “คลีน” เกินไป

อันตรายจากการกินคลีน
1. ขาดสารอาหาร เพราะหากกินคลีนอย่างไม่ถูกวิธี ทานแต่อาหารเดิมๆ ซ้ำๆ หรือทานแต่ผัก ไม่ทานโปรตีน คารโบไฮเดรต หรือวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ก็มีสิทธิ์ขาดสารอาหารได้
2. โรคถามหา เอาล่ะสิ... กินคลีนอยู่ดีๆ มีโรคเสียอย่างนั้น โรคนี้มีชื่อว่า “ออโทเรกเซีย” (Orthorexia) ชื่อดูเหมือนเป็นญาติกันอะนอเร็กเซีย แต่ไม่ได้คลั่งผอม แค่คลั่งการมีสุขภาพดีมากจนเกินเหตุ เคร่งครัดในการทานอาหารมาก นับแคลอรี่อย่างเป๊ะ วันไหนทานเกินที่ตั้งเป้าไว้ ก็จะลงโทษตัวเองโดยการอดอากหารมื้อถัดไป หรือออกกำลังกายให้หนักขึ้น ไปๆ มาๆ ความหมกมุ่นในเรื่องสุขภาพของตัวเอง จะทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่ลง ใช้เวลาง่วนอยู่แต่กับเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย อยู่กับตัวเอง ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จนสุดท้ายอาจคลั่งผอมแล้วกลายเป็นอะนอเร็กเซียได้เหมือนกัน
3. เสี่ยงรับสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงมากขึ้น เพราะชาวกินคลีน มักมีสลัดผักสดอยู่ในมื้อด้วยบ่อยๆ หากล้างผักไม่สะอาด หรือทานผักจากแหล่งที่ใช้สารเคมีมาก ก็อาจมีสิทธิ์รับสารเคมีตกค้างมากกว่าคนปกติ
4. อาหารคลีนไม่จริง ที่อาจเตรียมไว้นาน ผ่านอากาศอันร้อนอบอ้าวไปหลายชั่วโมง อาจทำให้อาหารเสียง่าย ไม่คลีน ไม่สดจริง เสี่ยงท้องเสีย หรือแพ้อาหารได้เช่นกัน

อ่านแล้วไม่ต้องตกใจไป หากเลือกกินคลีนแบบพอดีๆ ไม่ต้องคร่ำเคร่งกับตัวเองมากเกินไป ลดมัน ลดเค็ม ลดหวานจัด แต่ยังทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ รับรองว่าไม่ลำบากทั้งกับใจ กาย และเงินในกระเป๋าอย่างที่คิดแน่นอน


ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก นพ.พุทธิชัย แดงสวัสดิ์, มูลนิธิสัมมาอาชีวะ
ภาพประกอบจาก istockphoto

จริงหรือไม่? กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง เสี่ยงเป็นไข้-ชัก-พูดไม่รู้เรื่อง

จริงหรือไม่? กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง เสี่ยงเป็นไข้-ชัก-พูดไม่รู้เรื่อง
เรื่องนี้ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่เพิ่งเคยได้ยิน ผลไม้ที่หลายคนชื่นชอบอย่าง “ลิ้นจี่” มีอันตรายถึงขั้นห้ามทานตอนท้องว่าง เพราะจะเกิดอาการผิดปกติกับร่างกายจริงหรือไม่ อาการจะเป็นอย่างไร และมีวิธีป้องกันอย่างไร Sanook! Health ขออนุญาตนำคำตอบจากคุณหมอแมวจากเฟซบุ๊คเพจ ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว มาให้ได้อ่านกันค่ะ
____________________
ห้ามกินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง ... จริงหรือ
ในช่วงปี 2533 ในพื้นที่การเกษตรห่างไกลของเวียดนาม บังคลาเทศและอินเดีย ได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาดขึ้น เพราะเมื่อเข้าใกล้ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลไม้ จะมีเด็กป่วยหรือเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ
เด็กที่ป่วย ตอนเย็นจะยังดูมีอาการปกติ แต่ว่าในตอนเช้าวันถัดมาจะมีอาการซึม สับสน พูดคุยไม่รู้เรื่อง บางคนมีไข้ บางคนชัก แพทย์ที่ทำการตรวจในยุคนั้นพยายามตรวจหาสาเหตุไม่ว่าจะจากเชื้อโรค จากสารเคมี จากสารในผลไม้แต่ก็ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน
ในปีถัดๆมา เกิดเหตุการณ์เดียวกันขึ้นอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทุกปีเมื่อถึงช่วงเดือนพฤษภาคม ชาวบ้านก็จะกลัวกันว่าลูกของตนจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป ... ที่อินเดีย ได้มีการตรวจเรื่องยาฆ่าแมลง เชื้อ แต่ก็ไม่ชัดเจน มีการควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และในปี2555มีการฉีดวัคซีนไข้สมองอักเสบขนานใหญ่ แต่ก็ยังพบว่าเด็กๆยังป่วยอยู่ ... ซึ่งทำให้เหลือเหตุผลที่เป็นไปได้อีกตัวนึงคือสารในผลไม้

สารในผลไม้ที่สงสัยกันคือสาร hypoglycin A และ methylenecyclopropylglycine ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้เป็นสารพิษในพืชบางชนิด จะไปยับยั้งการสร้างน้ำตาล ยับยั้งการใช้พลังงานจากกรดไขมัน ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน และเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ โดยสารนี้พบในผลไม้จาไมก้าที่ชื่อว่าอัคกี และทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคอาเจียนจาไมก้า
สำหรับผลไม้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกันก็คือ เงาะ ลำไย และลิ้นจี่ ก็มีสารนี้มากน้อยต่างๆกันไป

ห้ามกินตอนท้องว่าง???
หลังจากปี 2555 เมื่อพบว่าการฉีดวัคซีนก็ไม่ช่วยอะไร เลยมีการพุ่งเป้าไปที่สาร hypoglycin A ในลิ้นจี่ ... และมีการเก็บข้อมูลกันใหม่ โดยเมื่อมีคนป่วยก็ลองรักษาเสมือนมีภาวะน้ำตาลต่ำและตรวจหาสารนี้ไปเลย
ปรากฏว่าผลคือพบสารนี้ในเลือดของคนที่ป่วยจริงๆ

และเมื่อตรวจสอบย้อนกลับไป ลองถามดู จะได้ลักษณะที่ตรงกันคือ
  1. เป็นเด็ก
  2. มีภาวะขาดสารอาหาร อาหารการกินไม่ดี อดมื้อกินมื้อ
  3. มักจะมีประวัติว่าหายไปในสวนลิ้นจี่ ไปกินลิ้นจี่ทั้งวันจนอิ่ม และกลับมาโดยทั้งวันไม่กินอาหารหรือไม่กินอาหารเย็น

ทั้งนี้ไม่ได้เกิดกับเด็กทุกคน เพราะเด็กที่ทำแบบเดียวกัน ก็ไม่ได้เป็นก็มี ... แต่เนื่องจากหาสาเหตุอื่นไม่เจอและตรวจเจอสารที่เป็นไปได้ในเลือด ดังนั้นก็เลยสรุปว่าเป็นสารพิษในลิ้นจี่

แล้วเราจะทำยังไง
ก็อย่าเพิ่งตื่นตกใจจนเกินไป เพราะว่าเอาเข้าจริงๆ รายงานชัดๆมาจาก 3 แห่งคือเวียดนาม บังคลาเทศ และอินเดีย เป็นในบางพื้นที่ไม่ได้เป็นทุกที่ และเป็นเฉพาะในเด็กที่มีภาวะขาดอาหารไม่แข็งแรงอยู่เดิม และเป็นแค่บางคนไม่ได้เป็นทุกคนที่กิน
  1. อย่ากินลิ้นจี่ดิบ : เพราะมีสารพิษที่ว่ามากกว่าผลสุกประมาณ 2-3 เท่า
  2. อย่ากินลิ้นจี่อย่างเดียวทั้งวันแทนอาหาร
  3. อย่าขาดสารอาหาร : ในงานวิจัยบอกว่า อาการนี้พบในเด็กที่ขาดอาหาร ยากจน ซึ่งภาวะขาดอาหารจะทำให้มีพลังงานสำรองในตับลดลง

สรุป
สำหรับคนเป็นเบาหวานที่อยากจะกินลิ้นจี่เป็นยาลดน้ำตาล ก็ขอให้เบรกความคิดไว้ก่อนเพราะว่า
- งานวิจัยพบว่า ลิ้นจี่แต่ละลูกมีสารไม่เท่ากัน (ผลลดน้ำตาลเอาแน่นอนไม่ได้)
- ถ้ากินอาหารไปด้วยน้ำตาลก็อาจไม่ต่ำ
- ในผู้ป่วยบางรายพบภาวะไตวายร่วมด้วย
- ที่สำคัญในลิ้นจี่สุกก็มีน้ำตาล ถ้ากินเป็นล่ำเป็นสันและกินอาหารไปด้วย นอกจากน้ำตาลจะไม่ต่ำ เผลอๆได้น้ำตาลสูงแทน

ปล. ลำไยกับเงาะก็มีสารนี้ แต่ก็เหมือนกัน อย่าไปกินเพื่อหวังลดน้ำตาล

____________________

เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งตระหนกตกใจมากจนเกินไปนะคะ หากทานลิ้นจี่ที่สด สะอาด สุกกำลังดี และทานอย่างพอดี รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รับรองว่าคุณจะสามารถเอร็ดอร่อยกับผลไม้ชนิดนี้ได้ต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ
ขอขอบคุณ

เอาให้เคลียร์! ไข่ไก่ กินวันละกี่ฟอง ถึงจะดีต่อสุขภาพ

เอาให้เคลียร์! ไข่ไก่ กินวันละกี่ฟอง ถึงจะดีต่อสุขภาพ
เราเป็นคนหนึ่งที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า เราสามารถทานไก้ได้มากกว่าวันละ 1 ฟอง แต่หากโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรทานไข่ไก่แค่วันละฟองเท่านั้น แต่แล้วบางคนก็ได้ยินมาอีกเหมือนกันว่า ความเชื่อนี้ไม่จริงเสมอไป แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ เคยได้ยินมาว่าอย่างไรบ้าง?

ทำไมไข่ไก่ถึงต้องจำกัดจำนวนฟองในการกินในแต่ละวัน?
ไข่ไก่ โปรตีนหาง่ายราคาไม่แพง ทานง่าย รสชาติดี และปรุงอาหารได้อย่างหลากหลาย เป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย จึงเป็นหนึ่งในอาหารโปรดของใครหลายๆ คนจนอาจเผลอทานจนลืมไปว่าวันหนึ่งๆ ทานไข่ไปมากเท่าใด
แม้ว่าไข่ไก่จะมีโปรตีน และสารอาหารอื่นๆ ที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็แอบแฝงไปด้วยคอเลสเตอรอล ที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายหลายอย่าง เช่น คอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคอ้วน ไขมันพอกตับ และอื่นๆ ดังนั้นจึงมีความเชื่อกันมาตั้งแต่อดีตว่า ควรทานไข่ไก่แค่วันละ 1 ฟองเท่านั้น

ทานไข่ไก่มากเกินไป เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่?
ถ้าในแง่ของปริมาณคอเลสเตอรอลที่ได้ มีงานวิจัยหลายฉบับออกมาอธิบายว่า ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายที่สูงเกินไป ส่วนใหญ่มักมาจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย มากกว่าอาหารที่ทานเข้าไป ดังนั้นถ้าจะพูดว่าทานไข่ไก่มากๆ คอเลสเตอรอลในเลือดจะสูงขึ้นจนทำให้เป็นโรค อาจจะไม่จริงเสมอไป
แต่หากพูดถึงว่า การทานไข่ไก่เป็นอันตรายต่อร่างกายในแง่อื่นหรือไม่ การได้รับสารอาหารประเภทเดิมๆ มากจนเกินไป ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน นอกจากเราจะได้รับโปรตีนมากเกินพอดีแล้ว อาจทำให้ไตทำงานหนักเกินไปได้เช่นกัน


เราควรทานไข่ไก่วันละกี่ฟอง?
หากคุณมีร่างกายที่แข็งแรงปกติ ไม่อ้วนเกินมาตรฐาน ไม่เป็นโรคเบาหวาน โรคไต หรือมีความเสี่ยงคอเลสเตอรอลในเลือดสูง สามารถทานไข่ได้เฉลี่ยวันละ 1 ฟอง หรือสัปดาห์ละ 7 ฟอง
แต่ใครที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพดังกล่าว อาจหลีกเลี่ยงไข่แดงที่เป็นส่วนที่คอเลสเตอรอลสูงกว่าไข่ขาวได้

กินไข่อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด
1. ทานไข่ที่ผ่านกรรมวิธีทำอย่างหลากหลาย อย่าทานแค่เพียงไข่เจียว ไข่ดาว ลองเปลี่ยนหมุนเวียนมาทานไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่คน ไข่ดาวน้ำ หรือเมนูไข่อื่นๆ บ้าง เพื่อลดคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากน้ำมันที่ใช้ทอดไข่
2. ไม่ควรทานไข่ดิบ หรือไข่ลวก เพราะนอกจากจะย่อยยากแล้ว ยังอาจมีเชื้อซาลโมเนลลาที่ทำให้มีไข้ อาเจียน หรือท้องเสีย และคุณค่าทางสารอาหารบางอย่างในไข่อาจให้ผลได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น
3. ทานควบคู่ไปกับอาหารอื่นๆ ไม่ว่าจะข้าวกล้อง หรือผักต่างๆ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน และดูดซับเอาคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกไปบ้าง
4. ไม่จำเป็นต้องมีไข่เพิ่มในทุกเมนูอาหารก็ได้ หากเมนูนั้นมีปริมาณโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และพืช มากเพียงพออยู่แล้ว
5. ในเมื่อในไข่มีทั้งโปรตีน และคอเลสเตอรอล ดังนั้นเราควรทานอาหารประเภทโปรตีน และคอเลสเตอรอลอื่นๆ ให้สมดุล อย่าให้มากจนเกินไป
6. เลือกทานไข่ไก่จากแหล่งผลิตที่สามารถเชื่อถือได้ในมาตรฐานความสะอาด ล้างไข่ก่อนนำมาปรุงอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการรับเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย


ไข่เป็นโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็มาพร้อมกับคอเลสเตอรอล ดังนั้นทานแต่พอดี แล้วออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไปด้วย รับรองว่าเจ้าไข่ไก่แสนอร่อยนี้ไม่กลับมาทำร้ายคุณแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก รายการชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย
ภาพประกอบจาก istockphoto

8 ปัจจัยเสี่ยง “หลอดเลือดหัวใจตีบ” ที่คุณอาจไม่รู้ตัว

8 ปัจจัยเสี่ยง “หลอดเลือดหัวใจตีบ” ที่คุณอาจไม่รู้ตัว
โรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ เป็นโรคอันตรายทีหลายคนกลัวไม่แพ้โรคมะเร็ง เพราะหัวใจเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ เป็นส่วนที่คอยสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย และเมื่อหัวใจทำงานขัดข้อง หรือหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะรวน และหยุดทำงานตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว ชนิดที่ไม่มีเวลาให้ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น
โรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจมีมากมาย นอกจากหัวใจวายที่หลายคนอาจรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว ยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจโดยตรงอย่าง  รวมอยู่ด้วย และหลายคนกำลังมีความเสี่ยงต่อโรคนี้โดยที่คุณก็ไม่รู้ตัว

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีสาเหตุจากอะไร?
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หมายถึง อาการที่หลอดเลือดหัวใจ ที่มีหน้าที่ลำเลียงโลหิตไปสูบฉีดเพื่อหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย มีลักษณะที่ตีบแคบลง เนื่องมาจากมีไขมัน ที่เรียกว่า “พลาค” (Plaque) ไปอุดกั้นหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลผ่านไม่สะดวก และเมื่อพลาคมาเกาะที่ผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ เกล็ดเลือดจะจับตัวเป็นก้อนที่บริเวณผนังหลอดเลือด เพื่อซ่อมแซมในส่วนที่อักเสบ ซึ่งทำให้หลอดเลือดยิ่งแคบ ยิ่งอุดตันมากกว่าเดิม
หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อส่งเลือดให้ผ่านช่องแคบๆ ของหลอดเลือดไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ได้ จนในที่สุดอาจส่งผลให้หัวใจทำงานหนักเกินไป และเนื่องจากหัวใจก็ขาดเลือดมาหล่อเลี้ยงด้วยเช่นกัน จึงทำให้เสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จนเป็นเหตุให้หัวใจทำงานเฉียบพลัน จนเสียชีวิตกะทันหันได้เช่นกัน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการอย่างไร?
หากเริ่มมีไขมันเกาะผนังหลอดเลือดเล็กน้อย อาจจะยังไม่มีอาการอะไรแสดงออกให้เรารู้ตัว แต่หากหลอดเลือดตีบมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยจะเริ่มเหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว แขนขาบวม เมื่อต้องออกแรงมากขึ้น หรือออกกำลังกาย หากอาการหนักขึ้นอาจมีอาการเจ็บหน้าอกเมื่อต้องใช้แรงมากขึ้น หรือมีความเครียด อาการเจ็บอาจลามไปถึงขากรรไกร ไหล่ และแขนข้างซ้าย

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  1. มีไขมันในเลือดสูง
  2. มีความดันโลหิตสูง
  3. เป็นโรคเบาหวาน
  4. สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์
  5. เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน
  6. ทานอาหารประเภทไขมัน (ที่ไม่ดี) และคาร์โบไฮเดรต มากเกินไป
  7. ทานอาหารรสเค็มมากเกินไป
  8. พันธุกรรมจากครอบครัว ที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ป้องกันได้อย่างไร?
แม้ว่าจะเป็นโรคที่น่ากลัว แต่มีวิธีป้องกันทำได้ง่ายๆ เพียงทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นผักผลไม้ และเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันมากจนเกินไป ลดการบริโภคไขมันที่ไม่ดี และคาร์โบไฮเดรตมากเกินความจำเป็น รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็ลดโอกาสในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ง่ายๆ แล้วค่ะ
ขอขอบคุณ
ข้อมูล : หาหมอ